ปฏิทิน

สถิติ

free counters

แผนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ส้มตำ


“ส้มตำ” เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่าศอีกมากมาย ที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถานที่ โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ จะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไป แม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่า ส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กัน ส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย
“ส้มตำ” เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่ง หรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำมะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบ ตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด ตำมะขาม ตำมะม่วง เป็นต้น ซึ่งจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่โดยรวมๆแล้วจะเน้นที่ความมีรสจัดจ้านถึงใจและเน้นที่ความเปรี้ยวนำ
ล้มตำลาว ของชาวอีสานบางครั้งจะใส่ผลมะกอกพื้นบ้าน(เฉพาะฤดูที่มีผลมะกอกพื้นบ้าน) เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ โดยฝานเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอ ช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น ส้มตำลาวเป็นเมนูอาหารหลักของชาวอีสานรองจากข้าวเหนียว สามารถรับประทานกันได้ทุกวันและทุกมื้อ วัฒนธรรมการกินอาหารอย่างหนึ่งของชาวอีสาน คือ หากมื้อใดมีการทำส้มตำรับประทานก็มักจะเรียกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมสังสรรค์ รับประทานส้มตำด้วย บางคนถึงกับบอกว่า ทานคนเดียวไม่อร่อย ต้องทานหลายๆ คน หรือแย่งกันทาน เรียกว่าส้มตำรวยเพื่อนก็ไม่ผิดนัก และตามงานบุญต่างๆของชาวอีสานจะขาดส้มตำไม่ได้เลย ถ้าขาดส้มตำอาจจะทำให้งานนั้นกร่อยเลยทีเดียว
บางคนครั้งส้มตำลาวจะอร่อยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญ ถ้าหากปลาร้าอร่อยมีรสชาติดี ก็จะทำให้ส้มตำลาวครกนั้นมีรสชาติอร่อยไปด้วย ปลาร้าที่ใส่ส้มตำสามารถใส่ได้ทั้งน้ำและตัวปลาร้า หรือบางคนก็ใส่แต่น้ำปลาร้า ใส่เพื่อพอให้มีกลิ่นแล้วแต่คนชอบแต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน ชาวอีสานส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่ากินปลาร้าดิบแซ่บกว่าปลาร้าสุก ดังนั้นชาวบ้านตามชนบทมักจะใช้ปลาร้าดิบเป็นส่วนประกอบในส้มตำ ด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้กลายคนดินปลาร้าแล้วได้พยาธิ(ส่วนใหญ่จะเป็นพยาธิใบไม้ในตับ) ิแถมเข้ามาอยู่ในตัวด้วย ถึงแม้ว่าการใช้เกลือประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหมักปลาในการหมัก ก็เป็นเพียงการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีคำยืนยันจากนักวิชาการว่าเกลือสามารถฆ่าพยาธิได้ ดังนั้นควรใช้ปลาร้าที่ต้มสุกแล้วจะปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้จากผลการวิจัยขอคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่าในปลาร้าดิบมีสารที่ยับยั้งการทำงานของวิตามินบีหนึ่ง ซึ่งการที่จะทำให้สารชนิดนี้หมดไปได้มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำให้สุกโดยใช้ความร้อน

เครื่องปรุง
มะละกอสับตามยาว 1 ถ้วย (100 กรัม)
มะเขือเทศสีดา 3 ลูก (30 กรัม)
มะกอกสุก 1 ลูก (5 กรัม)
พริกชี้หนูสด 10 เม็ด (15 กรัม)
กระเทียม 10 กลีบ (30 กรัม)
น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ (8 กรัม)
น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ผักสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดปักบุ้ง ยอดและฝักกระถิน ยอดมะยม ไก่ย่าง แคบหมู


วิธีทำ
1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู พอแตก 2. ใส่มะละกอ มะเขือเทศผ่าซีก ฝานมะกอกเป็นชิ้นบางใส่ลงโขลกเข้าด้วยกัน 3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะนาว โขลกเบาๆ พอเข้ากันชิมตามชอบ รับประทานกับผักสด
สรรพคุณทางยา
1. มะละกอ ผลดิบ ต้มกินเป็นบาบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง
2. มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว
3. มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ
4. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
5. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
6. มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
7. ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่
- ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
- กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ
- ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินใช้เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู - กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ
- มะยม ใบต้มกิน เป็นยาแก้ไอ ช่วยดับพิษไข้ บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษอีสุกอีใส โรคหัดเลือด

รสและสรรพคุณ
1. มะละกอดิบ (ผลยาว) มีรสหวาน ปลูกได้ทั่วไปในทุกภาค ออกผลตลอดปี ในทางยา
- ต้นมะละกอ สรรพคุณ แก้มุตกิต ขับระดูขาว
- ดอกมะละกอ สรรพคุณ ขับประจำเดือน ลดไข้
- ราก รสขมเอียน สรรพคุณ ขับปัสสาวะ
- เม็ดอ่อน สรรพคุณแก้กลากเกลื้อน
- ยางมะละกอ สรรพคุณช่วยกัดแผลรักษาตาปลาและหูด ฆ่าพยาธิหลายชนอด ในการทำอาหาร ยอดอ่อนนำมาดองและรับประทานเป็นผักได้ ส่วนผลดิบปรุงเป็นอาหารหลายชนิด ผลมะละกอดิบหั่นเป็นชิ้น นึ่งหรือต้มให้สุกและรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรืออาจปรุงเป็นผัดมะละกอ โดยนำผลห่ามหั่นฝอยเป็นชิ้นยาวๆ ผัดกับไข่และหมูได้ นอกจากนี้เนื้อมะละกอยังนำมาปรุงเป็นแกงส้ม แกงอ่อมได้
2. มะกอก เมื่อรับประทานทีแรกมีรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อถึงคอแล้วหวานชุ่มคอ อุดมด้วยวิตามินซีใช้เป็นยาฝาดสมาน และแก้โรคลักปิดลักเปิด เปลือกมีกลิ่นหอม ฝาดสมานและเป็นยาเย็นใช้แก้อาการท้องเสีย และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ ระงับอาเจียน ยอดอ่อน ใบอ่อนและผลสุกใช้รับประทานเป็นผัก ยอดอ่อนและใบอ่อนออกมากในฤดูฝนและออกเรื่อยๆ ตลอดปี ส่วนผลเริ่มออกในฤดูหนาว ผลสุกรสเปรี้ยว เย็น ฝาด ทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ แก้เลือดออกตามไรฟัน ในด้านการนำมาทำอาหาร คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสด ในภาคกลางรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปลาร้า เต้าเจี้ยวหลน ชาวอีสารรับประทานร่วมกับลาบก้อย แจ่วป่น และฝานผลเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอหรือพล่ากุ้งช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น

รสชาติอาหาร
ส้มตำ 1ครก จะมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว มัน เค็ม หวาน (น้ำตาลแล้วแต่คนชอบ) ขม เปลือกมะนาวหรือผลมะกอก) อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแกล้มกินกับผัก คนอีสานนิยมรับประทานกับเส้นขนมจีน ว่ากันว่ารับประทานเข้ากันดีนัก สำหรับคนภาคกลางมักจะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ส้มตำ-ไก่ย่าง, ลาบ, น้ำตก, ข้าวเหนียว เรียกว่าเป็นเมนูชุดใหญ่ โดยมีส้มตำเป็นอาหารหลักเลยทีเดียว ซึ่งก็จะช่วยให้เราได้สารอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพิ่มไปด้วย นอกเหนือจากการกินแต่ผักอย่างเดียว

คุณค่าทางโภชนาการ
ส้มตำลาวใส่มะละกอ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 205 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
- น้ำ 417.77 กรัม
- โปรตีน 17 กรัม
- ไขมัน 2.856 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 29 กรัม
- กาก 5.75 กรัม
- แคลเซียม 163.4 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 190.36 มิลลิกรัม
- เหล็ก 24.27 มิลลิกรัม
- เบต้าแคโรทีน 473.9 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 12243 IU
- วิตามินบีหนึ่ง 0.552 มิลลิกรัม
- วิตามินบีสอง 0.5 มิลลิกรัม
- ไนอาซิน 5.545 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 162 มิลลิกรัม


ที่มา : http://www.linethaitravel.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538777142&Ntype=12

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

อาหารอีสาน

อาหารอีสาน

หากจะกล่าวถึงอาหารการกินของคนอีสาน หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยและได้ลิ้มชิมรส กันมาบ้างแล้ว ชาวอีสานมีวถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการที่รับประทานอาหารอย่างง่ายๆ มักจะรับประทานได้ทุกอย่าง เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภาคอีสาน ชาวอีสานจึงรู้จักแสวงหาสิ่งต่างๆที่สามารถรับประทานได้ในท้องถิ่น มาดัดแปลงเป็นอาหารรับประทาน อาหารอีสานเป็นอาหารที่มีความแตกต่างจากอาหารของภาคอื่นๆ และเข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายของชาวอีสาน อาหารของชาวอีสานในแต่ละมื้อจะเป็นอาหารง่ายๆเพียง 2-3 จาน ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบหลักพวกเนื้อส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาหรือเนื้อวัวเนื้อควาย
ความพึงพอใจในรสชาติอาหารของชาวอีสานนั้นไม่มีตายตัวแล้วแต่ความชอบของบุคคล แต่อาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่แล้วจะออกรสชาติไปทางเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว
เครื่องปรุงอาหารอีสานที่สำคัญและแทบขาดไม่ได้เลย คือ ปลาร้า ซึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารของบรรพบุรุษของชาวอีสาน ถ้าจะกล่าวว่าชาวอีสานทุกครัวเรือนต้องมีปลาร้าไว้ประจำครัวก็คงไม่ผิดนัก ปลาร้าใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารได้ทุกประเภท เหมือนกับที่ชาวไทยภาคกลางใช้น้ำปลา


อาหารปรุงอาหารพื้นเมืองอีสาน


ลาบ เป็นอาหารประเภทยำที่มีเนื้อมาสับละเอียดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆบางๆปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า พริก ข้าวคั่ว ต้นหอม ผักชี รับประทานกับ ผักพื้นเมือง นิยมใช้กับเนื้อปลาหมูวัวควายและไก่


ก้อย เป็นอาหารประเภทยำที่จะนำเนื้อย่างมาหั่นเป็นชิ้นๆผสมกับผักพื้นเมืองนิยมใช้กับเนื้อปลาหมูวัวควายและไก่ ทานกับผักสดนานาชนิด
ส่า เป็นอาหารประเภทยำ ที่นำหนังหมู เนื้อหมูย่างสับมาผสมกับหัวปลี วุ้นเส้น
แซ หรือ แซ่ เป็นอาหารประเภทยำที่นำเนื้อสดๆมาปรุงนิยมใช้กับเนื้อวัวและหมู คล้ายๆลาบแต่มักใส่เลือดสดๆด้วย กินกับผักสดตามชอบ คนโบราณนิยมกินเพราะเชื่อว่าเป็นยาชูกำลัง ปัจจุบันได้รับความนิยมเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล
อ่อม เป็นอาหารประเภทแกงแต่มีน้ำน้อยมีผัก พื้นเมืองหลายชนิดนิยมใช้กับเนื้อ ไก่และปลาหรือเนื้อกบเนื้อเขียดหรือเนื้อสัตว์อื่นๆแต่เน้นที่ปริมาณผัก
อ๋อ ลักษณะคล้ายอ่อมแต่ไม่ใส่ผัก(ใส่เพียงต้นหอม ใบมะกรูด ตะไคร้ ใบแมงลัก) นิยมใช้ปลาตัวเล็ก กุ้ง หรือไข่มดแดงปรุง ใส่น้ำพอให้อาหารสุก
หมก เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ใบตองห่อนิยม ใช้กับเนื้อปลา ไก่ แมลง กบ เขียด ผักและหน่อไม้ หมกหรือห่อหมกของภาคอีสานจะไม่ใส่กะทิ
อู๋ คล้ายหมกแต่ไม่ใช้ใบตอง นิยมใช้กับเนื้อปลาโดยเฉพาะปลาตัวเล็กๆ กับพวกลูกอ๊อดกบ
หม่ำ คือ ไส้กรอกเนื้อวัวผสมตับ ตะไคร้และเครื่องเทศอื่นๆ
หม่ำขึ้ปลา มีลักษณะคล้ายปลาร้าชนิดหนึ่งรสชาติค่อนข้างเปรี้ยว หมักกับข้าวเหนียว
แจ่ว คือ น้ำพริกของชาวอีสานนิยมใส่ปลาร้าสับหรือน้ำปลาร้า บางครั้งใส่มะกอกพื้นบ้านก็เป็นแจ่วมะกอก รับประทานกับผักสด ลวก หรือนึ่ง เป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันทุกบ้านในภาคอีสาน เพราะมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก
ตำซั่ว เป็นอาหารประเภทส้มตำชนิดหนึ่ง แต่ใส่ส่วนประกอบมากกว่า คือ ใส่ขนมจีน ผักดอง ผัก(เหมือนที่ใส่ขนมจีน) และมะเขือลาย หรือผักอื่นๆตามต้องการลงไปในตำมะละกอด้วย ผัก

ที่มา:http://www.linethaitravel.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538777142&Ntype=12

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

บุญกฐิน


บุญกฐิน

ผ้าที่ใช้สะดึงเป็นกรอบขึงเย็บจีวร เรียกกันว่าผ้ากฐิน มีกำหนดเวลาทำถวายเพียง ๑เดือน คือตั้งแต่แรม ๑ค่ำ เดือน๑๑ ถึงวันเพ็ญ เดือน ๑๒ เพราะมีกำหนดทำในระหว่างเดือน ๑๒ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบุญเดือนสิบสอง
มีเรื่องเล่าว่า พระภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูป พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตะวันมหาวิหาร ไปไม่ทันวันเข้าพรรษา จึงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกต ออกพรรษาแล้วพากันเดินกรำฝนกรำแดด มีจีวรเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน พอไปถึงแล้วก็เข้าเฝ้า พระองค์ทรงเห็นความลำลากของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงอนุญาตให้รับผ้ากฐินได้
ฝ่ายนางวิสาขามหาอุบาสิกา ครั้นทราบพระพุทธประสงค์แล้วก็นำผ้ากฐินไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นางเป็นคนแรกที่ถวายผ้ากฐิน การทำบุญกฐินจึงถือเป็นประเพณีตลอดมาจนทุกวันนี้
พิธีทำ ผู้มีจิตศรัทธาจะถวายกฐิน ณ วัดใดก็ตาม ให้เขียนสลาก(ใบจอง) ติดไว้ผนังโบสถ์บอกชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งและที่อยู่ของตนให้ชัดเจน เพื่อมิให้ผู้อื่นไปจองทับ เพราะในปีหนึ่งวัดจะรับกฐินได้เพียงกองเดียว เมื่อจองแล้วก็จัดหาเครื่องบริขารและบริวารกฐินไว้ บอกญาติพี่น้องให้มาร่วมบุญถึงวันงานก็นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ฟังเทศน์ ตกกลางคืน ก็มีหมอลำเสพงันตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าถวายอาหารบิณฑบาตแล้วแห่กฐินไปทอดที่วัด แห่รอบขวาศาลาโรงธรรม ๓ รอบ แล้วนำกฐินไปรวมไว้ที่ศาลาโรงธรรม พระสงฆ์จะระรับกฐินอยู่ที่นั้น หัวหน้าจะนำไหว้พระรับศีลว่าคำถวายกฐิน แล้วยกผ้ากฐินไปถวาย พระสงฆ์รับแล้วถ้าเป็นผ้าสำเร็จรูปคือไม่ต้องตัดเย็บย้อม พระสงฆ์รับแล้วจะทำการอุปโลกน์ ยกให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้รับ ต่อจากนั้นยกผ้าไปถวาย พระภิกษุจะทำการอนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นพระสงฆ์จะนำผ้ากฐินไปในโบสถ์ เพื่อทำการกรานและอนุโมทนากฐิน เป็นอันเสร็จพิธีฝ่ายผู้รับ
แต่ถ้าผ้ากฐินจะต้องตัดเย็บย้อมก่อน ครั้นพระสงฆ์รับแล้วท่านจะอนุโมทนา แล้วไปทำพิธีอุปโลกน์ในโบสถ์ จึงตัดเย็บย้อมจีวร แล้วทำกรานกฐินและอนุโมทนากฐินภายหลัง เป็นอันเสร็จพิธีฝ่ายผู้รับ
เนื่องจากกฐินเป็นพุทธบัญญัติ ผู้ถวายกฐินจึงได้บุญกุศลแรงผู้รับก็ได้อานิสงส์มาก การทำแต่ละอย่างต้องทำให้ถูกต้อง หากทำไม่ถูกต้องแทนที่จะได้บุญกลับเป็นบาปแทน จึงจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจเกี่ยวกับบุญกฐินนี้
การจอง กฐินมี ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ จุลกฐินและมหากฐิน จุลกฐินเป็นกฐินเล็ก (หรือกฐินแล่น) มหากฐินเป็นกฐินใหญ่ จุลกฐิน ทำให้เสร็จในวันเดียวเรื่อแต่การปั่นด้ายทอผ้า เย็บ ย้อมและถวาย ต้องทำให้เสร็จในวันเดียว กฐินชนิดนี้นานๆ จึงจะมีคนทำ มหากฐิน เป็นกฐินที่มีบริขาร บริวารมาก มีเวลาทำมาก มีคนนิยมทำมาก เพราะถือว่า ได้บุญกุศลมาก
ผ้ากฐินต้องทำให้ได้ขนาด สำหรับผ้าสบงให้ยาว ๖ศอก กว่าง๒ ศอก ผ้าจีวรและสังฆาฏิ ยาว ๖ ศอก กว้าง๔ ศอกถ้าผู้รับเล็กให้ลดขนาดลงตามส่วน
ผ้าที่ควรทำเป็นผ้ากฐินต้องเป็น ๑ ผ้าใหม่ ๒ ผ้ากลางเก่ากลางใหม่ ๓ ผ้าเก่า ๔ ผาบังสุกุล ๕ ผ้าตกตามร้านตลาด ส่วนผ้าที่ไม่ควรทำผ้ากฐิน คือ ๑ ผ้ายืมเขามา ๒ ผ้าทำนิมิตได้มา ๓ ผ้าที่พูดเลียบเคียงได้มา ๔ ผ้าเป็นนิสสังคคีย์ ๕ ผ้าที่ลักขโมยเขามาเป็นต้น
บริขาร ๘ เป็นบริขารที่จำเป็นขาดไม่ได้ คือ ๑ บาตร ๒ ผ้าสังฆาฏิ ๓ ผ้าจีวร ๔ผ้าสบง ๕ มีดโกน ๖ เข็ม ๗ ผ้าประคตเอว ๘ ผ้ากรองน้ำ ส่วนบริขารได้แก่เครื่องใช้สอย เช่นผ้าปูนั่ง ผ้าอาบน้ำ ผ้าห่มหนาว เสื่อ หมอน ถ้วย โถ โอ จานเป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีก็ได้ถือว่าไม่ห้าม
ผู้มีศรัทธา จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือเทวดา มารพรหม คนใดก็ได้ ซึ่งมีบริขาร สามารถจะถวายให้ภิกษุได้รับประโยชน์ทางพระวินัยได้ ย่อมเป็นผู้ควรทอดกฐินได้ทั้งสิ้น
ภิกษุผู้จำพรรษาครบ ๓เดือน และมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๕ รูป ถ้าต่ำกว่าใช้ไม่ได้ แม่จะไปนิมนต์มาจากวัดอื่นก็ไม่ได้ ภิกษุผู้ควรรับผ้าองค์กฐิน ได้แก่พระเถระให้ผู้ใหญ่ในสงฆ์ ๑ เป็นผู้มีจีวรเก่ากว่าเพื่อน ๑ เป็นผู้ฉลาดสามารถที่จะทำกรานกฐินให้ถูกต้องได้๑ ผู้ประกอบด้วยลักษณะ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง สมควรให้รับผ้าองค์กฐิน
การทอดกฐิน การถวายกฐินไม่เหมือนถวายทานอย่างอื่น ผู้ถวายจะพอใจในภิกษุรูปใด จะยกถวายให้รูปนั้นไม่ได้ ต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ท่านจะให้ใครท่านจะอุปโลกน์ให้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันจึงจะทอดให้ภิกษุองค์นั้นได้

คำอุปโลกน์กฐิน แบบ 2 รูป
รูปที่๑.
ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ เป็นของ.................พร้อมด้วย.....................ผู้ประกอบด้วยศรัทธา อุตสาหะพร้อมเพรียงกันนำมาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้
ก็แลผ้ากฐินทานนี้ เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศแล้วแลตกลงในที่ประชุมสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทำซึ่งกฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาต และมีคำพระอรรถกถาจารย์ ผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายสังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุรูปใดประกอบด้วยศีลสุตตาธิคุณ มีสติปัญญาสามารถ รู้ธรรม ๘ประการ มีบุพกิจ เป็นต้น ภิกษุรูปนั้นจึงสมควร เพื่อจะกระทำกฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาตได้
บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวง จะเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด จงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ (ไม่ต้องสาธุ)
รูปที่ ๒.
ผ้ากฐินทาน กับผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควรแก่....................เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ เพื่อกระทำกฐินนัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควรจึงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ (หยุดนิดนึง) ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้จงให้สัททญัญญาสาธุการะขึ้นให้พร้อมกันเทอญ
(สาธุ)

เมื่อว่าคำอุปโลกน์เสร็จแล้ว จะทำการสวดญัตติต่อพระสงฆ์นั่งให้ได้หัตถบาส วางผ้าไว้ตรงหน้า ภิกษุสองรูปสวดญัตติ
คำสวดกฐิน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ) ทะเทยยะ, กะฐินัง อัตถะริตุง, เอสา ญัตติ,
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ), เทติ, กะฐินัง อัตถะริตุง, ยัสสายัสสะมะโต ขะมะติ, อิมัสสะ กะฐินะทุสสัสสะ, อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ), ทานัง กะฐินัง อัตถะริตุง, โส ตุณณะหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ, โส ภาเสยยะ
ทินนัง อิทัง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ), กะฐินัง อัตถะริตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ ตัสมา ตุณณะหี เอวะเมตัง, ธาระยามิ
ทินนังอิทัง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ), กะฐินัง อัตถะริตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ ตัสมา ตุณณะหี เอวะเมตัง, ธาระยามิ
ทินนังอิทัง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัสสะมะโต (อิตถันนามัสสะ), กะฐินัง อัตถะริตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ ตัสมา ตุณณะหี เอวะเมตัง, ธาระยามิ
(ในวงเล็บ อิตถันนามัสสะ ให้ใส่ชื่อผู้ครองกฐินแทน) ถ้าจะเปลี่ยน สมมุติผู้รับฉายาว่า สุวัณโณ ก็เปลี่ยนเป็น สุวัณณัสสะ ภิกขุโน ถ้าผ้ายังมิได้ตัดก็เอาไปตัดแล้วเย็บย้อมให้แห้งแล้วนำมากราน ถ้าเป็นผ้าสำเร็จรูปพอสวดญัตติแล้วก็กรานกฐินต่อไปทีเดียว
เมื่อผ้าพร้อมแล้ว ภิกษุผู้จะรับกฐิน กระทำการถอนผ้าเก่าทั้งหมด แล้วพินทุและอธิฐานผ้าใหม่ทุกตัว จะกรานสบง จีวร หรือสังฆาฏิตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ ให้กรานเพียงตัวเดียว ถ้าเป็นผ้าสำเร็จรูปกรานสังฆาฏิก็ได้ ถ้าเป็นผ้าตัดใหม่ ใช้ตัดผ้าสบง เพราะสบง ตัด เย็บ ย้อมง่ายกว่า เวลากรานก็เอาผ้าสบงกราน คือ ภิกษุผู้ได้รับกฐินหันหน้ามายังสงฆ์ ว่า นะโม ๓ จบ แล้วกรานสบงว่า อิมินา อันตะระวาสเกนะ กะฐินัง อัตถะรามิ ๓ หน เป็นอันเสร็จพิธีกราน ต่อไปว่า คำอนุโมทนา
ภิกษุผู้รับกฐินเป็นผู้นำว่า นะโม ๓ จบ พร้อมกัน เสร็จแล้วผู้รับกฐินหันหน้าลงมายังสงฆ์ กล่าวคำอนุโมทนาว่า อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ กะฐินัง ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทะถะ ว่า ๓ จบ แล้วพระสงฆ์ว่าคำอนุโมทนาพร้อมกันว่า อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินัง ธัมมิโก, กะฐินัตถาโร อนุโมทามิ ๓ หน เป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวแก่การกรานกฐินเพียงนี้
ภิกษุผู้รับกฐินได้อานิสงส์ ๕ คือ ๑ เที่ยวไปไม่บอกลาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ ๒ อยู่ปราศจากไตรจีวรก็ได้ ๓ ฉันอาหารเป็นวงล้อมตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ได้ ๔ เก็บจีวรได้ตามปรารถนา ๕ ลาภที่เกิดขึ้นในวัด ได้แก่ภิกษุที่จำพรรษาในวัด และได้อานิสงส์ทั้ง ๕ ยืดไปถึงเพ็ญเดือน ๔
ส่วนผู้ถวายกฐินก็ได้อานิสงส์ ๕ คือ ๑ เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย ๒ มีเกียรติฟุ้งไปทั่วสารทิศ ๓ เป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ ๔ ไม่หลงตาย ๕ ตายแล้วไปสู่สวรรค์ อันตรวาสเกน กฐินัง อัตถรามิ ๓ หน เป็นอันเสร็จ พิธีกราน ต่อไปว่าคำอนุโมทนา
ภิกษุผู้รับกฐินเป็นผู้นำว่า นะโม ๓ จบ พร้อมกัน เสร็จแล้วผู้รับกฐินหันหน้าลงมายังสงฆ์ กล่าวคำอนุโมทนาว่า อัตถตัง อาวุโส สังฆัสสกฐินัง ธัมมิโก กฐินัตถาโร อนุโมทถ ว่า ๓ จบ และพระสงฆ์ว่าคำอนุโมทนาพร้อมกันว่า อัตถตัง ภันเต สังฆัสส กฐินัง ธัมมิโก, กฐินัตถาโร อนุโมทามิ ๓ หน เป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวแก่การกรานกฐินเพียงนี้
ภิกษุผู้รับกฐินได้อานิสงส์ ๕ คือ ๑ เที่ยวไปไม่บอกลาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ ๒ อยู่ปราศจากไตรจีวรก็ได้ ๓ ฉันอาหารเป็นวงล้อมตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ได้ ๒ อยู่ปราศจากไตรจีวรก็ได้ ๓ ฉันอาหารเป็นวงล้อมตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ได้ ๔ เก็บจีวรได้ตามปรารถนา ๕ ลาภที่เกิดขึ้นในวัด ได้แก่ภิกษุที่จำพรรษาในวัด และได้อานิสงส์ทั้ง ๕ ลาภที่เกิดขึ้นในวัด ได้แก่ภิกษุที่จำพรรษาในวัด และได้อานิสงส์ทั้ง ๕ ยื่นไปถึงเพ็ญเดือน ๔
ส่วนผู้ถวายกฐินก็ได้อานิสงส์ ๕ คือ ๑ เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย ๒ มีเกียรติฟุ้งไปในสารทิศ ๓ เป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ ๔ ไม่หลงตาย ๕ ตายแล้วไปสู่สวรรค์
โบราณแสดงอานิสงส์แห่งการทำดีไว้ว่า ได้อานิสงส์เท่านั้นเท่านี้กัป พึงทราบคำว่ากัป ท่านอุปมาไว้ว่า มีภูเขาลูกหนึ่งสูงและใหญ่ ๑ โยชน์ ร้อยปีเทพเจ้านำเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมากวาด จนภูเขาลูกนั้นราบเรียบเสมอพื้นดิน เรียกว่ากัปหนึ่ง อีกอุปมาหนึ่ง มีเมืองๆหนึ่งกว้างยาว ๔ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ ร้อยปีเทพเจ้านำเอาเมล็ดผักกาดทิ้งลง๑ เมล็ด จนเต็มเป็นกัปหนึ่ง
ที่มา:

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ประเพณี วัฒนธรรม ภาคอีสาน


อาตมาได้มีโอกาสมาบวชที่วัดในแถบภาคอีสาน เพราะโยมป้าของอาตมาเป็นคนอีสาน กว่าอาตมาจะมาบวชได้ ก็มีข้อแม้หลายอย่างเหลือเกิน เล่นเอาโยมป้าปวดหัวเลย อาตมาเริ่มบวชเมื่อ 5 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา ไม่นานนี่เอง แต่อาตมาได้มีโอกาสสัมผัส ได้เห็นความเป็นมา เห็นความแตกต่าง ทั้งทางวัฒนธรรม และสภาพสังคม เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับคนกรุงเทพคนหนึ่ง อาตมาชอบถ่ายรูป จึงถ่ายรูปเก็บไว้ทุกช๊อตเพราะทุกสิ่งที่อาตมาเจอ หาไม่ได้จากสังคมในกรุงเทพฯ อาตมาไม่เคยเห็นความผูกพันระหว่างหมู่บ้าน วัด โรงเรียน ความสัมพันธ์แบบนี้มันมีความเหนียวแน่นและกลมเกลียวกันมากๆ ชาวบ้านที่นี่เคารพพระมาก แม้แต่เงาที่ทอดลงพื้นเค้าก็ยังไม่เดินเหยียบ พระเดินผ่านก็จะหยุดเดิน หยุดคุย ผู้หญิงก็จะนั่งลงพนมมือ มีอยู่ครั้งนึง อาตมาอยากจะได้ผัก เลยเดินตลาดนัดวันอาทิตย์ที่หน้าวัด พอเดินไปไหนคนเดินซื้อของหยุดนั่งลงกันเป็นคลื่นเลย เลยบอกกับตัวเองว่าไม่เดินตลาดแล้วสงสารโยมเค้ากลัวจะไม่ได้ซื้อของเพราะมัวแต่นั่ง นึกแล้วขำ แต่ถ้าเป็นกรุงเทพ พระต้องกระโดดหลบโยมจนจีวรแทบจะปลิวเลย สภาวะจิตใจการวางตัวเค้าสูงกว่าคนในกรุงเทพฯ มากๆ ทั้งๆที่การศึกษาคนส่วนใหญ่ไม่สูงแค่ป.4 เป็นอะไรที่น่าค้นคว้ามากว่าเกิดจากสาเหตุใด ถ้าเอาความบริสุทธิ์ทางสภาพจิตใจมาแลกเป็นวุฒิการศึกษาได้ อาตมาให้ ปริญญาเอกเลย สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นข้อสรุปได้ว่า ระดับการศึกษาที่สูง ไม่ช่วยให้สามารถยกระดับจิตใจของคนให้สูงตามได้ ใช่หรือไม่ พออาตมาเริ่มศึกษาประเพณีทางอีสานก็พบอะไรที่น่าสนใจมากมาย ก็พอเริ่มจะเข้าใจว่าเหตุเหล่านี้แหละเป็นที่มาของ ความบริสุทธิ์ทางจิต ความซื่อสัตย์ การปฏิบัติตัวและการวางตัวฯลฯ การปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก โดย ปู่ ย่า ตา ยาย ความอบอุ่นทางจิตใจความอบอ่นทางครอบครัวส่วนใหญ่ที่นี่มีพร้อมแทบจะเต็มร้อยเลย แต่คนส่วนมากยังยากจนอยู่เพราะมีอาชีพหลักทำนา จะได้เงินก็แค่ปีละครั้ง บ้างก็หาอาชีพเสริมทำด้วยก็ได้เงินบ้างนิดหน่อย เท่าที่สอบถามได้เงินดีมั้ยทำนาเนี่ย เค้าก็ตอบว่า ค่าแรง ค่าข้าวเลี้ยงคนที่มาช่วยทำนา ค่าปุ๋ย ค่ายา แทบไม่คุ้มกับเงินที่ขายข้าวเลย เมื่อรายได้ไม่พอเค้าก็หาอาชีพเสริมต่างๆ ทำจากภูมิปัญญาเค้าเอง ขายได้ก็มีคนมารับเองบ้าง ทำขายตามศูนย์ส่งเสริมการตลาดต่างๆ ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะคนผ่านไปมาน้อย นี่เป็นส่วนหนึ่งของสภาพสังคมในชุมชน..
ที่มา:

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ซี่รี่ย์F4เกาหลี1-7

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ซี่รี่ย์F4เกาหลี1-6

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ซี่รี่ย์F4เกาหลี1-5

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

GuestBook